miang's profile....NOBODY KNOWS....PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
....NOBODY KNOWS....ท่ามกลางผู้คนมากมาย...ฉันพูดคุยกับตัวเอง April, 2007 เทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ เทศกาลแห่งวันหยุดมาราธอนไปแล้ว เป็นครั้งแรกที่ได้หยุดพักโดยไม่ต้องทำงาน 3 วัน วันแรกบอกกับตัวเองว่าจะพักผ่อนจะนอนจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น เก็บเสื้อที่ต้องทำ เก็บลายเสื้อที่ต้องออกแบบ ไม่เปิดโน๊ตบุ๊ค เพราะเราจะนิ่ง เราจะนอน เคลื่อนไหวตัวแต่น้อย^^ วันหยุดแรกของเราก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งปรากฏว่า.... ทำไมหนอ....วันนึงมันช่างยาวแบบนี้นะ ยาวนานมากจริงๆ เดินไปเดินมา นั่งๆนอนๆ ทำทุกๆอย่างแล้ว....เฮ้อ!!!! กลับกลายเป็นว่าเมื่อมีเวลาว่างๆที่ไม่ต้องทำอะไร ก็ทำตัวไม่ถูก..ซะงั้น ไม่ชินกับการอยู่นิ่งๆซะแล้วสิเรา มันช่างน่าเบื่ออะไรขนาดนี้นะ วันที่สองก็เลย....ทำงานดีกว่า เอาโน๊ตบุ๊คมาออกแบบลายเสื้อ เอาหนังสือมาห่อปก เอาไหมพรมมาถัก 555 ค่อยสบายใจหน่อย แล้วสำหรับวันหยุดวันสุดท้ายของเรา ในที่สุด... เราก็ไปเปิดร้าน....จนได้ จบไปสำหรับเทศกาลวันหยุดที่แสนยาวนาน กลับสู่สภาวะปกติที่มีแต่ความวุ่นวายและมีแต่งานเร่งๆ แล้วเราก็แอบคิดและบ่นออกมาตามเคยว่า...โอ๊ย! อยากหยุดจัง:b
January, 2007 The Old Man and the Seaในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ไม่มีหนังสือออกใหม่ที่ถูกใจให้อ่านเลย ทำให้ต้องไปค้นหาหนังสือเก่าๆในตู้มาอ่าน สุ่มๆดึงออกมาเล่มนึง ปรากฏว่าเจอหนังสือเรื่อง The Old Man and the Sea. เป็นความแปลกประหลาดใจของตัวเองมาก ว่าเรามีหนังสือแปลเล่มนี้ด้วยเหรอ ไม่รู้เหมือนกันว่าเอามาจากไหน ดูจากปีที่ตีพิมพ์ พ.ศ.2519 เก่าเอาเรื่องเลย เห็นแล้วก็ งง แต่ก็ช่างเถอะ ถือว่าโชคดีที่เรามีหนังสือดีๆไว้ครอบครองกะเค้าเหมือนกัน จากที่เคยได้ยินชื่อหนังสือและคนแต่ง เออร์เนสต์ เเฮมมิ่งเวย์ มานานแล้ว รู้ว่าเป็นหนังสือชื่อดัง แต่ก็ไม่เคยอ่าน รู้มาว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนหาปลา ก็ยังนึกๆอยู่ว่าจะน่าเบื่อไหมนะ จะตกปลากันทั้งเล่มเลยหรือยังไงกัน แต่หลังจากที่เรื่มต้นลงมืออ่าน จนเมื่ออ่านจบเล่ม หนังสือบางๆเล่มนี้ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกหาปลา การเผชิญหน้ากันระหว่างปลากระโทงแทงยักษ์กับชายชรา การต่อสู้ของคนกับธรรมชาติ รวมถึงการต่อสู้กับร่างกายและจิตใจของคนเราเอง ช่วงเวลาหลายวันกับการตกปลาเพียงตัวเดียวของคนเพียงคนเดียว จนสุดท้ายเมื่อชายชราสามารถเอาชนะปลาได้ แต่ก็เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เพราะถึงแม้เขาจะได้ปลายักษ์มา แต่เขาก็ยังต้องเจอกับฝูงปลาฉลามที่จ้องจะมากินปลาตัวนั้น ในท้ายที่สุดเมื่อเขากลับเข้าถึงฝั่ง สิ่งที่ชายชราได้ เหลือเพียงซากกระดูกปลายักษ์ข้างเรือ ชายชราเป็นทั้งผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ในเวลาเดียวกัน อ่านจนจบหลายๆตอนเหมือนโดนเข้าไปเต็มๆรู้สึกอึ๊งๆหลายครั้ง ที่มากกว่านั้นคือ เมื่อไปค้นประวัติของผู้แต่งแล้วพบว่า เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์ เลือกที่จะจบชีวิตด้วยการยิงปืนกรอกปากตัวเอง เพราะเขาได้ค้นพบว่าพลังแห่งการสร้างสรรค์ของเขาได้สูญสิ้นไปแล้ว ....Man can be killed but not defeated.... หมายเหตุ : ข้อมูลชีวประวัติของ เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์ อ้างอิงมาจาก เวป Toulo.com
December, 2006 ความทรงจำสีจาง
December, 2006 ข้าวมันไก่...ใส่แมลงสาป....อึ๊ยยยยเหตุการณ์ระทึกขวัญชวนสยอง เกิดขึ้นในคืนวันที่ 8 ธันวา 49
สดๆร้อนๆนี่เอง เมื่อตอนเกือบๆหนึ่งทุ่ม ที่ประตูน้ำ
ในย่านนี้ร้านอาหารที่ขึ้นชื่อลือชา คงหนีไม่พ้น ร้านข้าวมันไก่ตอน
ซึ่งจะมีอยู่2ร้านใกล้ๆกัน ร้านแรกเป็นร้านเล็กๆห้องเดียวมีหมูสะเต๊ะขายด้วย
อีกร้านจะเป็นห้องใหญ่กว่า 2คูหา อยู่หัวมุมพอดิบพอดี
คืนนั้นด้วยอารามหิวตาลาย ขี้เกียจไปหาของกินไกลๆ
ระหว่างเดินไปขึ้นรถ ก็ตกลงใจกินข้าวมันไก่กันดีกว่า สะดวกดี
เอาร้านแรกที่เดินถึง ร้านเล็กห้องเดียวคนน้อยมีที่นั่งสบายๆ
พอนั่งลงก็มีเด็กพม่ามารับออเดอร์อาหาร
พวกเราสั่งข้าวมันไก่ 2 จาน หมูสะเต๊ะชุดเล็ก น้ำดื่ม
เสร็จสรรพ นั่งรอกินอย่างสบายใจ แป๊ปเดียวทันใจมาก อาหารก็มาถึง
ข้าวมันไก่ 2 จานแยกน้ำจิ้มมาให้ 2 ถ้วย
ได้เวลาสุขสำราญกับการกินของพวกเราแล้ว
เป็นธรรมดาที่คนกินข้าวมันไก่ก็ต้องตักน้ำจิ้มราดที่ข้าว
ขณะที่กำลังตักน้ำจิ้มอยู่ สายตาของเราก็เหลือบไปเห็น
ส่วนผสมของน้ำจิ้ม......อะไรเอ่ย เครื่องเทศหรือเป็นพริกนะ
ชิ้นเล็กๆทำไมมันมีขา มีหนวดด้วย นอนตายหงายท้องอยู่
ไซส์ไม่ใหญ่ไม่เล็ก มันพอดีคำมากเลย ตัวขนาดเซนต์กว่าๆ!!!!
โอ้แม่เจ้า....เราหิวจนตาลายหรือเปล่าเนี่ย
มันเป็นแมลง.....ชื่อว่า แมลงสาปนี่นา
จะทำยังไงกับมันดีเอ่ย เขี่ยออกแล้วกินต่อดีไหม
แต่มันนอนแนบสนิทไปกับปลายช้อนของเราเลย
สิ่งแรกที่คิดได้คือเรียกพนักงานในร้านมารับรู้กับเราด้วย
พอเราชี้ให้น้องพนักงานดู......ไม่น่าเชื่อว่า
เรา : น้องค่ะ มีแมลงสาปในน้ำจิ้มค่ะ
พนักงาน: ค่ะ (แล้วนิ่งๆและเดินจากไป)
เรา : เฮ้ย อะไรว่ะ (แล้วก็เรียกมาอีกคน) น้องๆ มีแมลงสาปที่ช้อนพี่ค่ะ
พนักงาน: เดี๋ยวเปลี่ยนช้อนให้ค่ะ
( แล้วก็หยิบช้อนกะแมลงสาปไปเปลี่ยนช้อนใหม่มาให้ )
เรา : เออ คือว่า แมลงสาปมันอยู่ในน้ำจิ้มนะน้อง
( พนักงานทำหน้าเบื่อๆแล้วก็หยิบถ้วยน้ำจิ้มไป )
พนักงาน: เปลี่ยนน้ำจิ้มถ้วยใหม่มาให้แล้วนะ
( ตกลงน้ำจิ้มนี่มีแยกหลายหม้อหรือไง....ว่ะ )
เรา : น้องๆ คิดเงินเลยค่ะ
( น้องพนักงานเค้าก็เดินไปซุบซิบกะพนักงานรุ่นใหญ่อีกคนและให้คนนั้นมาคิดเงิน)
สรุปก็เสียเงินตามราคาข้าวมันไก่ 2 จานโดยที่ไม่ได้แตะต้องเลย
แล้วเราทำอะไรได้มากกว่านี้ จะไปเทน้ำจิ้มทิ้งทั้งหม้อดีไหม
หรือไปประกาศให้ทุกๆคนรู้ หรือว่าเค้าเปลี่ยนช้อนมาให้แล้วก็กินซะอย่าเรื่องมาก
เสียความรู้สึกสุดๆ คำขอโทษไม่มีได้ยินหลุดออกมาเลยแม้แต่น้อย
จะทำใจ จะปลง หรือจะเศร้าใจ
เฮ้อ...ประเทศชาติ นี่มันอะไรกันว่ะเนี่ย
December, 2006 กฎเจ็ดข้อของเจ้าหญิง1. ห้ามบอกใครว่าเราเป็นเจ้าหญิง เรารู้ของเราเอง และถ้าเราทำตัวเหมาะสม
คนอื่นๆก็จะรู้เอง
2. ห้ามแกล้งทำเป็นเหมือนว่าเราไม่ใช่เจ้าหญิงเพื่อตัวเองจะได้ด้อยค่าลง
เผื่อว่าคนรอบตัวจะสบายใจขึ้น เราให้เกียรติคนอื่นด้วยการให้เขาในสิ่งที่ดีที่สุด
จากเรามากกว่า
3. เจ้าหญิงรู้ว่าความสำเร็จวัดกันจากการที่เรารับมือกับความผิดหวังอย่างไร
4. เจ้าหญิงไม่เคยหลงตัวเองจนไม่ยอมเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
ทุกคนอยากให้คนอื่นรับฟังและเข้าใจไม่ต่างกับเรา ยิ่งเรียนรู้มากเท่าไหร่
ก็ยิ่งฉลาดขึ้นเท่านั้น ง่ายๆแค่นี้เอง
5. ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโอกาสครั้งเดียวในชีวิต ไม่ว่าสิ่งนั้นจะสำคัญขนาดไหน
เวลาคือมิตรของเรา เจ้าหญิงรู้ว่าความอดทนมีคุณค่ามากเพียงใด
6. เจ้าหญิงไม่ทำตัวเหลวไหล แต่จะคงไว้ซึ่งความยุติธรรม
ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและสติปัญญา เมื่อพบแล้วก็จะปกป้องมันไว้
ไม่ใช่เรื่งเสียหายที่เราจะเป็นฮีโร่ของตัวเราเอง
7. เจ้าหญิงให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์เหนือสิ่งอื่นใด
การหลบซ่อนกลบเกลื่อน การปรับเปลี่ยนหรือพยายามควบคุมสิ่งที่เป็นจริง
เป็นเรื่องเสียเวลา ความเป็นจริงเป็นของมันอยู่อย่างนั้น
ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ก็ตาม ถ้าความจริงไม่ชัดเจน
ความเงียบคือสิ่งที่รับมือมันได้ดีที่สุด
กฎ 7 ข้อที่อ่านแล้วต้องอมยิ้มแทบไม่น่าเชื่อว่า
คัดลอกมาจากหนังสือ Ash Wednesday ของ อีธาน ฮอร์ค
หนังสือเรื่องของความพยายามที่จะประคับประคองเชื่อมต่อความสัมพันธ์ที่แตกร้าว
ของของนาวิกโยธินหนุ่มเจ้าสำราญ ที่มีชีวิตเสเพล เสพยาเสพติดเป็นปกติของชีวิต
กับแฟนสาวที่กำลังตั้งครรภ์ลูกของเขา
การดำเนินชีวิตและแนวคิดเนื้อหาของตัวละครในเรื่อง
เป็นไปตามวิถีชีวิตของคนอเมริกัน อ่านแล้วบางครั้งก็รู้สึกว่าแรง
ถ้าเทียบกับชีวิตในเเบบคนเอเซียอย่างพวกเรา
ไม่น่าเชื่อว่าผู้เเต่งคือ นักเเสดงนำชายจาก Before Sunriseที่สุดแสนจะโรแมนติค
เพราะเนื้อหาที่เขาแต่งมันสุดยอดมาก รุนแรง กร้าวร้าวและชวนน่าตกใจในหลายๆตอน
แต่ก็ยอมรับว่า ในความน่าตกใจก็มีแอบชื่นชม
ในความกล้าตัดสินใจของตัวละครในเรื่อง
ชีวิตที่เสรีมากๆกับการตัดสินใจทั้งการกระทำและความคิด
ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าในชีวิตจริงจะมีใครทำได้ไหม
ในเนื้อหาที่รุนแรงก็มีบางส่วนที่น่ารัก และอ่อนโยน
ก็คงเหมือนกับคนเราทุกคน ที่มีหลายๆด้านรวมๆกันในคนๆเดียว
ถ้าเลือกได้ก็น่าจะมองและจดจำในด้านที่ดีต่อกันไว้
แต่ก็ด้านที่ไม่ดีก็เก็บไว้คอยเตือนใจตัวเอง ดีไหม
หมายเหตุ: Ash Wednesday สำนักพิมพ์ Blackberry Publidhing
ผู้แต่ง : Ethan Hawke
ผู้แปล : ดาสะ November, 2006 กลับคืนสู่สังเวียน....เหรอตั้งแต่มาเปิดร้าน เป็นของตัวเอง
ก็ห่างเหินจากงานแบบเดิมๆ งานออฟฟิศ
งานโฆษณา งานออกแบบ งานอีเวนท์ ฯลฯ
สารพัดสารพันงานที่ต้องข้องเกี่ยวกับผู้คนมากๆ
ทิ้งชุดหรูรองเท้าหนัง มานุ่งยีนส์รองเท้าผ้าใบ
ผมกระเซิง หน้าตาเยินๆ สบายดีจริงๆ
แต่แล้วก็มีเหตุให้ต้องกลับไปข้องแวะอีกจนได้
รุ่นพี่ที่รู้จักกัน เรียกให้ไปช่วยงาน
เป็นงานเปิดตัวเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ตัวใหม่
มีคำเชิญชวนต่อว่า..ก็ถือว่าทำเป็นงานส่งท้ายของผลิตภัณฑ์เหล้า
ก่อนที่กฎหมายไทยจะห้ามโฆษณา
เอาก็เอาว่ะ....แก้เซ็ง คิดว่าคงไม่มีอะไรเท่าไหร่
พอเอาเข้าจริงๆ.....มันไม่ใช่อย่างที่คิด
มีทั้งงานออกแบบบูธชิมตามห้างทั่วประเทศ
งานออกแบบสถานที่ ฉากและกิจกรรม สำหรับงานอีเวนท์
งานจัดหาและเทรนเด็กพริตตี้สำหรับประจำตามห้าง
และอะไร อะไรยิบย่อยตามมาอีกเพียบ...เฮ้อ
จากที่ดูจะง่ายๆ ก็เริ่มวุ่นวาย
จากชุดเสื้อผ้าม่อกๆ ก็ต้องปรับให้พอจะพบปะผู้คนได้
จากที่นอนตื่นตามสบาย ก็มีประชุมกับลูกค้าแทบทุกวัน
จากที่ได้นอนอ่านหนังสือทุกคืน ก็ต้องมานั่งคิดสะสางงาน
ที่สำคัญ จากที่เรื่อยเฉื่อย ก็เริ่มกระตือรือล้นขึ้น
จากที่ไม่เคยต้องสนใจใครอีกแล้ว ก็เริ่มต้องหันมาปรับตัวมากขึ้น
ได้หลายๆแง่คิดกับตัวเอง ในการทำงาน
ในการประสานงานกับผู้คนทั้งรู้จักและไม่รู้จัก
ทั้งเพื่อน รุ่นพี่ ลูกค้า หรือ ซัพพลายเออร์ เด็กพริตตี้ทั้งหลาย
ความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มจะจางๆหายไป ก็ต้องฟื้นคืนกลับมา
ใจเย็นแต่อย่าเย็นใจ ยืนหยุ่นแต่อย่าหย่อนยาน
อดทน อดกลั้น ใจเขาใจเรา อีกเยอะแยะเลยที่ต้องคอยบอกตัวเอง
งานกำลังใกล้จะจบแล้ว...สนุกดีเหมือนกัน
การประสานงา...ประสานงานกับคน เป็นเรื่องยาก
แต่ถ้าจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้...ก็คงไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรง
มีคำถามว่า คราวหน้ามาทำอีกไหม....
คำตอบคือ....ขอคิดดูก่อนนะค่ะ ^^
November, 2006 สนทนากับพระเจ้าช่วงก่อนหน้านี้ใช้ชื่อใน MSN ว่า..สนทนากับพระเจ้า..
วันนึงมีเพื่อนทักเข้ามาว่า เป็นอะไรไป
เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์แล้วเหรอ^^
ก็เลยต้องชี้แจงไปว่าเป็นชื่อของหนังสือที่อ่านค้างอยู่ในตอนนี้
สนทนากับพระเจ้า การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา เล่ม1
พอใครๆเห็นว่าอ่านหนังสือเล่มนี้ถูกเพื่อนทักทุกทีไป
คงเพราะชื่อของหนังสือด้วยมั้ง
พอใช้คำว่าพระเจ้า ฟังแล้วก็เอนๆไปทางศาสนาคริสต์
ยอมรับว่าครั้งแรกที่เห็นชื่อหนังสือก็คิดเอาเองว่าศาสนาคริสต์แหง๋ๆ
แต่ด้วยความที่ตัวเองเรียนโรงเรียนคริสต์มาตั้งแต่เด็ก
แต่ศาสนาของตัวเองที่ใช้เป็นข้อมูลส่วนตัวคือศาสนาพุทธ
เอาเข้าจริงๆต้องยอมรับว่าเหมือนตัวเองไม่มีศาสนา
เพราะเอาดีแบบรู้เรื่องจริงๆไม่ได้เลย
สวดพุทธไม่ได้ สวดคริสต์ก็ลืมๆไปแล้ว
พอใครถามบางทีก็อยากตอบเอาขำๆไปว่านับถือ ขงจื้อ
แต่ตอบตัวเองจริงๆในใจว่านับถือทุกศาสนานะ
กลับมาที่หนังสือ สนทนากับพระเจ้า
จากที่ไม่ได้สนใจในทีแรก แต่บังเอิญได้ไปอ่านคำแนะนำมาจากเวปพันธ์ทิพย์
เลยต้องไปลองหามาอ่านด้วยความอยากรู้ว่าดีจริงไหม
เป็นหนังสือที่คนแต่งบอกที่มาว่ามาจากช่วงที่เขาตกต่ำมากที่สุด
ในช่วงที่ชีวิตเลวร้ายคิดจะฆ่าตัวตาย เขาเริ่มเขียนจดหมาย
ด่าว่าพระเจ้าอย่างเต็มที่ แต่แล้วก็มีเสียงตอบมาจากพระเจ้า!!!
เป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จอย่างไร แต่ถ้าอ่านอย่างเปิดใจกว้าง
ต้องยอมรับว่าเขากล้าเขียนซึ่งน่าสนใจในหลายๆเรื่อง
เนื้อหาโดยรวมไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นศาสนาใด
มันครอบคลุมใช้ได้กับคนทุกศาสนา
ชอบในหลายๆตอนที่เขาแต่ง อ่านแล้วตรงใจดี
บางตอนก็แบบ....เฮ้ย! คิดได้ไงเนี่ย กล้าดี
เช่น คนเรามักจะเอาประสพการณ์ชีวิตของคนอื่นมาตัดสินชีวิตตัวเอง
หรือ ผู้ที่รักได้มากที่สุดคือผู้ที่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง
และอื่นๆอีกมากทั้งเรื่องเงิน เรื่องกรรมหรือแม้แต่เรื่องเซ็กส์
ถึงแม้บางช่วงจะใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจยากต้องอ่านแบบมีสมาธิหลายๆรอบ
แต่โดยรวมก็โดนใจดีนะ ถ้าแต่งขึ้นมาเองก็สุดยอดที่คิดได้
แต่ถ้าเป็นจริงอย่างที่เขาบอกว่าเป็นเสียงของพระเจ้า
GODหรือพระเจ้าในหนังสือเล่มนี้ ก็ให้อะไรกับคนอ่านได้เยอะมาก
ลองหาอ่านดูสิ....แล้วคุณจะรู้ ^^
หมายเหตุ : สนทนากับพระเจ้า การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา เล่ม1
Conversations with God An uncommon Dialogue Book 1
ผู้เขียน: นีล โดนัลด์ วอลซ์
ผู้แปล :รวิวาร โฉมเฉลา
|
|
||||
|
|